ขับเคลื่อนโดย Blogger.
RSS

วิธีปฏิบัติตนเพื่อลดการเกิดสิวอักเสบ และหลุมสิว

1. การล้างหน้าบ่อย ๆ ทำให้เกิดสิว หลุมสิว  มากขึ้นเพราะการล้างหน้าบ่อย ๆ จะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่ายจึงทำให้เกิดสิว หลุมสิว ได้ง่ายขึ้นควรล้างหน้าวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอแล้ว และควรหลีกเลี่ยงการใช้โฟมล้างหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว หรือสบู่ล้างหน้า
2. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว หลุมสิว เช่น เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดดที่เพิ่มความมันบนใบหน้า การนวดและการขัดหน้า
3. ห้ามนอกดึกเด็ดขาด ควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม ดีที่สุด และตื่นตอน 6 โมงเช้า
4. ห้ามใช้เครื่งสำอางที่แรงเกินไป หันมาใช้ครีมทาหน้าอ่อนๆ เช่น เภสัชก็ได้
5. ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบอาบน้ำ ก็ขอให้ล้างหน้าทุกเช้าและก่อนเข้านอนก็พอ
6. เวลาที่คุณเข้านอนไม่ควรทาครีมใดๆ ควรล้างหน้า เช็ดให้แห้ง และเข้านอนทันที
7. เวลาที่ล้างหน้าไม่ควรถูแรงๆ เพราะอาจทำให้สิวเกิดการอักเสบ หลุมสิว และเป็นหนองเพิ่มขึ้น
8. ควรสระผมบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ผมมันและลงมาปรกตามใบหน้า พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันใส่ผมหรือเจลแต่งผม
9. อย่าปล่อยให้หน้ามันมากเกินไป ควรใช้กระดาษซับหน้า แบบเบามือช่วยลดความมัน
10. อย่าใช้ผ้าเช็ดหน้ากดทับบริเวณที่สิวอักเสบ หลุมสิว 
11. อย่าใช้มือบีบ แกะ เกาบริเวณที่เป็นสิว หลุมสิว
12. อย่าเครียดหรือวิตกกังวลเกินไป หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ทำจิตใจให้แจ่มใส
13. ถ้าในกรณีที่เป็นสิวหัวหนองขนาดใหญ่หลายๆเม็ด หรือมีอาการอักเสบ หลุมสิว มากๆ  ควรไปพบแพทย์ เพราะจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะได้ไม่เกิดแผลเป็นจากสิว


*** ทั้งหมดนี้เมื่อเราทำเป็นประจำจะทำให้สิวอักเสบ หลุมสิว ลดลง เพื่อนๆ ก็ลองนำไปใช้ดูนะค่ะ แต่อย่าลืมว่าผิวหน้าแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ ทางที่ดีควรใช้ผลิตภัณท์ดูแลผิวติดต่อกัน ไม่ควรเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆนะคะ 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://acnecaresite.blogspot.com/
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.lovelytodays.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การรักษาหลุมสิวด้วยวิธีการธรรมชาติ

   



    วันนี้มาดูวิธีลดรอยดำ จุดด่างดำจากสิว หลุมสิว ที่กิดจาการบีบ เค้น กดสิวกันครับ เป็นวิธีลดรอยสิวแบบธรรมชาติ รวมๆกันมาให้เลือกใช้ดู แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

หอมแดง

    เป็นสมุนไพรไทยที่นิยมเอามาทำอาหารกันหลากหลาย โดยเฉพาะในพริกแกงต่างๆนั้นแทบจะขาดไม่ได้ แต่สรรพคุณอีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นคือ หอมแดงสามารถที่ช่วยในการลดรอยดำจากสิว หลุมสิว ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะในหอมแดงมีสารที่สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย(ต้นเหตุการเกิดสิว หลุมสิว)ได้ดี และมีสารที่ใช้ต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย วิธีการก็ง่ายๆนำหอมแดงมาปอกเปลือกออก หั่นให้เป็นแว่นบางและนำมาแต้มตรงบริเวณที่เป็นจุดด่างดำ ทำเป็นประจำทุกวันรอยดำสิวหลุมสิว ก็จะค่อยๆจางลงอย่างเห็นได้ชัด จากดำก็จะกลายเป็นแดงๆ จากแดงๆก็เริ่มเป็นสีเนื้อปกติ สามารถทาได้ทุกวันโดยไม่มีผลค้างเคียงใดๆทั้งสิ้น (แต่อาจจะแสบตาเล็กน้อยตอนทา)

มะละกอสุก

     มะละกอขึ้นชื่อในเรื่องคุณประโยชน์สารพัด โดยเฉพาะในเรื่องผิวพรรณที่ว่ากันว่ากินแล้วผิวจะดี เปร่งปรั่ง มีน้ำมีนวลและยังช่วยลดรอยดำจากสิว หลุมสิว ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในมะละกอมีเอนไซม์ปาเปนและไคโมปาเปนช่วยย่อยโปรตีน ซึ่งสามารถลดการอักเสบต่างๆของผิวหนังได้ สามารถใช้กระตุ้นให้เกิดการสมานแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ เพราะฉะนั้นจึงสามารถใช้ลดรอยดำที่เกิดจากสิว หลุมสิว ได้เช่นกัน วิธีทำก็นำมะละกอสุกมาปลอกเปลือกและล้างยางออกให้สะอาด (ต้องสะอาดจริงนะครับ ไม่งั้นยางอาจกัดหน้าได้) จากนั้นก็นำมะละกอมาบดให้ละอียด แล้วจัดการพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก หลังล้างออกจะรู้สึกว่าหน้าเนียนนุ่มขึ้นทันที ใช้เป็นประจำริ้วรอยจากสิวจะลดลงเยอะครับ เป็นของจากธรรมชาติที่ดีจริงๆ

ใบบัวบก

     ใบบัวบกเป็นที่รู้จักกันดีว่ากินแล้วช่วยรักษาอาการฟกช้ำได้ดี และยังสามารถใช้ลดรอยดำจากสิว หลุมสิว  ช่วยลดแผลเป็นจากสิว แผลคีลอยด์ได้ด้วย เนื่องจากในใบบัวบกมีสารไกลโคไซด์ ( Glucosides ) ซึ่งจะช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ และช่วยสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหน้าของเรา เมื่อคอลลาเจนถูกสร้างขึ้นผลที่ตามมาก็คือ ลอยดำ หลุมสิว ก็จะลดลงจางลงไปได้ และยังทำให้ผิวหน้าโดยรวมดีขึ้นอีกต่างหากืวิธีใช้ก็นำใบบัวบกไปปั่นกับเครื่องปั่น หากใครไม่มีก็เอาไปตำในครกได้ จากนั้นก็นำใบบัวบกที่ได้มาพอกหน้าได้เลย ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

น้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็น

      ในน้ำมันมะพร้าวจะมีสารที่โดดเด่นอยู่ตัวหนึ่งชื่อว่า "กรดลอริค" ซึ่งช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียได้ดี และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เข้าไปทำงานที่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังช่วยให้ผิวเราชุ่มชื้นอ่อนนุ่มลง ช่วยให้ผิวหน้าที่เป็นรอยดำจากสิว หลุมสิว ลดลงได้ หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป วิธีใช้ก็ใช้ทาหลังล้างหน้าเหมือนเป็นครีมบำรุงตัวหนึ่งก่อนนอนโดยไม่ต้องล้างออก นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าวยังใช้ทาแทนโลชั่นทาผิวได้ด้วยนะ ช่วยทำให้ผิวเราชุ่มชื้นและมีสุขภาพดี เป็นของจากธรรมชาติที่มีสรรพคุณเยอะมากอีกตัวหนึ่ง

      วิธีลดรอยดําจากสิว หลุมสิว  ด้วยวิธีธรรมชาติแบบง่ายๆ สามารถทำได้เองที่บ้านโดยใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที ไม่ต้องเสียเวลามากแถมยังประหยัดตังค์ในประเป๋าอีกด้วย ที่สำคัญไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้เพราะเป็นของที่เป็นธรรมชาตล้วนๆรับรองว่าปลอดภัยแน่นอน เพียงแต่ว่าตอนใช้ก็ขอให้ล้างทำความสะอาดให้ดีซะก่อน ป้องกันพวกยาฆ่าแมลงหรือสารตกค้างอื่นๆ จะได้ใช้ได้อย่างสบายใจหายห่วง

ขอบคุณข้อมูลจาก acnedefend.blogspot.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.lovelytodays.com/

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

หลุมสิวปัญหาใหญ่กวนใจผิวหน้าของหลาย ๆ คน

            นับครั้งไม่ถ้วนแล้วกับ ปัญหาเรื่องรอยสิว หลุมสิวที่เคลียร์กันไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ และครั้งนี้เองก็ถึงทีของหลุมสิวน้อยหลุมสิวใหญ่ที่ฝากเนื้อฝากตัวไว้หลังสิวหาย วันนี้เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าหลุมสิวพวกนี้มันเกิดจากอะไร และมันพอจะวิธีแก้อย่างไรได้บ้าง


             พอสิวหลุด หลุมสิวก็มา โดยทั่วไปแล้ว หลุมสิวเกิดจากการอักเสบของชั้นผิวบริเวณนั้น เมื่อสิวหายแล้วจึงเกิดการยุบตัวลงไปจนเป็นหลุมสิวที่มักจะเกิดหลุมและทิ้งร่องรอยไว้ คือ สิวอักเสบเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบางทีก็อาจจะมาจากพฤติกรรมการบีบ เค้น แคะของเราด้วยในส่วนหนึ่ง

วิธีแก้ปัญหาหลุมสิวแก้อย่างไรให้หลุม ร่องหายเป็นปลิดทิ้ง 

           ทำการรักษาหลุมสิวด้วยตนเองเบื้องต้น เช่น การทายาที่สามารถกระตุ้นเซลล์ผิวให้มีการซ่อมแซมแผล ริ้วรอย เช่น วิตามินอี , เอเอชเอ , บีเอชเอ และการกินยาที่ประกอบไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ คอลลาเจน เป็นต้น ซึ่งเป็นไปได้อาจช่วยบรรเทาให้ผิวหน้าดีขึ้นได้ในส่วนหนึ่งเท่านั้น

           ทำการรักษาหลุมสิวด้วยเครื่องมือแพทย์แบบต่าง ๆ เพื่อช่วยบรรเทาหรือช่วยเร่งให้มีการผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทน อาทิ กลิ้งเดอร์มาโรลเลอร์ การใช้เลเซอร์ลำแสงแบบต่าง ๆ เช่น IPL , PHONO , การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณีหรือการทำ Fraxel Laser ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งที่เห็นผลดี แต่ยังมีราคาค่อนข้างสูง

            ทางแก้ปัญหาหลุมสิวที่ดีที่สุด คือ การใช้วิธีแบบทำควบคู่กันไป ทั้งการกินยา ทายาและเข้ารับการรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ เพื่อผลลัพธ์ที่ถูกต้องปลอดภัยภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ป้องกันแต่เนิ่นๆ ไม่ให้เกิดหลุมสิว

               ไม่พยายามบีบ เค้น แคะ สิวที่กำลังอักเสบอยู่ เป็นไปได้ควรใช้ยาหรือไปพบคุณหมอเพื่อปรึกษาและทำการรักษาตามขั้นตอน ทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งก่อนนอน หากเป็นหลุมสิวบ่อย ๆ ควรทายาฆ่าเชื้อสิวทิ้งไว้ก่อนล้างหน้า 10 นาที แล้วจึงล้างออกเพื่อลดการเกิดสิว ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่บำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ เช่น ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินเอ อี ซี หรือคอลลาเจน

               ยังไงก็ตามสาว ๆ ไม่ควรเครียดและกังวลกับหลุมสิวและร่องรอยแผลเป็นมากจนเกินไปนะคะ ค่อยๆ รักษาและหมั่นดูแลผิวบริเวณที่มีปัญหาไปตามระยะเวลาที่คุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญได้กำหนดไว้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้วค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก 
http://women.thaiza.com
และติดตามเรื่องราวของเราต่อกันได้ที่ http://www.lovelytodays.com/

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลุมสิว

          



           สำหรับบทความนี้ขอเสนอเกี่ยวกับความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลุมสิวหน่อย   ความเข้าใจทั่วไปของการเกิดหลุมสิว คือ มักเกิดจากสิวเวลาเราแคะ แกะ บีบ หรือทำใดๆเกี่ยวกับสิวทำให้เกิดแผลและเป็นหลุมสิว แต่จริงๆแล้วหลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าหลุมสิวเกิดได้จากหลายกรณี จากกรณีที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนน้อย  ยังมีอีกที่เป็นสาเหตุหลักๆ คือ การปล่อยให้เป็นสิวอักเสบแล้วไม่มีการดูแลหรือทำให้หายในระยะเวลาที่ควร ยังปล่อยให้สิวอักเสบต่อไป จนบางทีสิวมันบวมมากจนบางทีแตะโดนนิดเดียวก็แตกออกมา เมื่อมันแตกออกมาสิวหายแน่นอนครับ แต่จริงๆแล้วมันหายและทิ้งหลุมสิวไว้อย่างชัดเจน เพราะการที่เราปล่อยให้สิวกัดกินพื้นที่ใต้ผิวหน้าเรามันทำให้เซลล์ผิวหนังบริเวณนั้นไม่ได้รับการซ่อมแซมด้วยตัวเองทำให้เกิดหลุมสิวลึกที่ค่อนข่้างหายได้ยากไว้   หลุมสิว ึงเกิดขึ้นบนใบหน้าเราได้นั้นเอง  นอกจากนี้หลุมสิวยังมีแบบที่เป็นกรรมพันธ์ซึ่งแบบนี้ต้องบอกตามตรงเลยว่าการทำให้ตื้นเป็นอะไรที่ยากมาก   ทำได้เพียงกระชับรูขุมขนให้เล็กที่สุดเพื่อช่วยให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นเท่านั้น
              ย้่อนกลับมาที่หลุมสิว  หลุมสิวนั้นสามารถทำให้หายได้ด้วยหลายวิธีเช่นเดียวกัน แต่ทุกๆวิธี เน้นว่าทุกวิธี ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนแน่นอนเพื่อการกลับมาหายเป็นปกติหรือเรียบเนียน  เพราะว่าเซลผิวหนังที่หลุมสิวบางจุดนั้นอาจไม่ทำงานแล้ว(ตาย) ทำให้เราต้องกระตุ้นหรือทำให้เกิดการผลัดเซลล์ที่ตายออกไปเพื่อให้เซลที่ยังทำงานอยู่ ทำงายซ้่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งตามหลักแล้วเซลล์จะคอยทำการเติมความกว้างของบริเวณหลุมสิวให้ตื้นเท่ากับบริเวณโดยรอบ ทำให้ใช้เวลานาน  ซึ่งวิธีที่กล่าวมามักนิยมด้วยการใช้ เลเซอร์ ทายาผลัดเซลล์ต่างๆ ซึ่งได้ผลที่ดี  แต่สำหรับบางคนที่เซลผิวหน้าไม่แข็งแรง ถือเป็นหนทางที่อันตรายต่อการเกิดหน้าไหม้และเซลล์ผิวนอกสุดพังทลายเลย  แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับน้อยคนนัก นอกจากนนี้วิธีที่น่าสนใจคือการกระตุ้นด้วยเซรั่มทำให้หลุมสิวซ่อมแซมตัวเอง แต่วิธีนี้ก็ใช้เวลานานพอสมควรแต่ก็เป็นที่นิมยมอีกเช่นเดียวกัน ถือเป็นหนทางให้เลือกได้เลยว่าเรานิมยมจะทำแบบไหน ถ้ามีกำลังทรัพย์แล้วหน้าแข็งแรง ไปยิงเลเซฮร์   แต่ถ้าทรัพย์น้อย หน้าไม่แข็งแรงใช้เซรั่มดีกว่านะ  ใช้เวลานานกว่าแต่ถือเป็นการดูแลตัวเองไปในตัว 
             สรุป หลุมสิวไมได้เกิดจากการที่เป็นสิวเพียงอย่างเดียว หลุมสิวสามารถทำให้ดีขึ้นได้ แต่จะให้หาย100% เป็นเรื่องที่ยากมาก  จะทำได้ต้องใช้เวลานานพอสมควร ใจร้อนไมได้ รักษาสิวยากแล้ว รักษาหลุมสิวยากกว่า  เพราะฉะนั้นต้องกันไว้ดีกว่าแก้

ขอบคุณข้อมูลจาก bloggang.com
และติดตามเรื่องราวของเราต่อได้ที่ 

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

สมุนไพรรักษาหลุมสิว

           


            อย่างที่เรารู้ ๆ กันว่า กลไกของการเกิดหลุมสิวนั้นมีด้วยกันหลายอย่าง เช่น อารมณ์ก็ทำให้เกิด
หลุมสิวได้ เครียดมากก็เป็นหลุมสิว อาหารบางอย่างก็ทำให้มีหลุมสิวได้เหมือนกัน เครื่องสำอางยิ่งหนักถ้าใช้แล้วแพ้ ล้างไม่สะอาด ไปอุดรูขุมขนทำให้เกิด หลุมสิว

              
การดูแลใบหน้าให้สวยเปล่งปลั่งนั้น ทางทีดีเราควรจะเริ่มตั้งแต่การป้องกัน ไม่ใช่เกิดปัญหาแล้วค่อยมารักษา ซึ่งปัจจุบันทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ หันมามอบความไว้วางใจให้กับสมุนไพรกันมากขึ้น ด้วยหวังว่ามันจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบหรือผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย 

              สมุนไพรอย่างหนึ่งที่พูดถึงกันมากในสรรพคุณของการรักษาสิวก็คือ"ว่านหางจระเข้" ซึ่งเป็นสมุนไพรจำพวกที่ใช้ใบ ภายในจะมีวุ้นใส ๆ และยางเหลือง ๆ ยางสีเหลืองตัวนี้ต้องระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ถ้าเผลอเอาไปทาจะแสบร้อน บางคนก็จะแพ้เป็นผิวผื่นคัน ซึ่งถ้าหากอยากทราบว่าเราจะแพ้หรือเปล่า ก็ให้นำว่านหางจระเข้ที่ตัดมาใหม่ ๆ ทางบริเวณท้องแขน ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ถ้ามีอาการคัน แปลว่าผิวเราแพ้

             
ส่วนใหญ่เราจะเห็นเขานิยมนำว่านหางจระเข้มาทาหน้า แต่ว่านชนิดนี้จะไม่เหมาะกับคนผิวหน้าแห้ง ถ้านำมาใช้เดี่ยว ๆ จะทำให้ผิวหน้าแห้งลงไปอีก ถ้าจะนำมาใช้ให้ผสมกับน้ำมันมะกอกหรือไข่แดง คนแรง ๆ ให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวนำมาพอกหน้าทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกผิวหน้าจะใส ชุ่มชื่น แต่สำหรับคนที่ผิวมันให้นำว่านที่ตัดใหม่ ๆ ไปแช่น้ำให้ยางสีเหลืองไหลออกหมดก่อนแล้วให้ลอกเอาเฉพาะวุ้นที่อยู่ข้างในมาทาหรือพอกหน้าไว้สักพัก หน้าจะตึง รูขุมขนจะถูกบีบให้เล็กลง ทำให้ความมันบนใบหน้าลดลงได้

             
ส่วนใครที่เป็นสิวอักเสบ
ก็ไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้เช่นกัน  เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ ใครที่มีความกังวลเรื่องฝ้า การใช้ว่านหางจระเข้แม้จะไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการป้องกันที่ดี เราสามารถนำมาทาเพื่อป้องกันรังสี UV ได้ ซึ่งเมื่อใช้เป็นประจำก็จะทำให้ปัญหาเรื่องฝ้าลดน้อยลง

               
นอกจากว่านหางจระเข้แล้ว ยังมีสมุนไพรอื่น ๆ อีกที่เราสามารถนำมาใช้บำรุงผิวหน้า ลด
หลุมสิวได้ อย่างเช่น หอมแดง เมื่อเรานำมาฝานเป็นแว่น ๆ บาง ๆ นำไปทาบริเวณที่เป็นสิว รอยด่างดำ ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก ใช้เป็นประจำรอยสิวจะหายไป

                
กล้วยหอม ก็มีประโยชน์ต่อผิวพรรณเช่นกัน ถ้าเรานำกล้วยหอม 1 ผล ไปปั่นกับน้ำผึ้ง 1 ถ้วย นำมาพอกหน้าไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกจำทำให้หน้าตาผิวพรรณสดใสส่วนมะนาว นำมาใช้ประโยชน์ในการดูแลใบหน้าได้มากทีเดียว  เราใช้มะนาวล้างหน้าแทนสบู่หรือโฟมได้ หรืออาจจะใช้ไข่ขาว 1 ช้อนชา ดินสอพอง 2 เม็ดใหญ่ มะนาว 1 ลูก น้ำผึ้ง 1 ช้อน น้ำมันมะกอกช้อนชา ผสมให้เข้ากันจะได้ครีมข้นนำมาพอกหน้า พอกตัวประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออก ทำวันเว้นวัน ไม่นาน ผิวพรรณจะใสนุ่มเนียน

ขอบคุณข้อมูลจาก http://health.wq45.com
และติดตามเรื่องของราวดีดีของเราต่อกันได้ที่ http://www.lovelytodays.com/

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

แผลเป็นจากหลุมสิว

                  ปัญหาแผลเป็น รอยหลุมสิว มักเกิดจากสาเหตุการมีปัญหาสิวอักเสบมาก่อน เมื่อแตกหรือยุบตัว ก็เกิดรอยหลุมสิว ขึ้น ซึ่งมักจะเกิดจากสิวอักเสบขนาดใหญ่แตกและยุบตัวอย่างรวดเร็ว(แม้จะไม่ได้กดหรือบีบเอง) หรือสิวอุดตันหรือสิวอักเสบขนาดเล็ก ที่รักษาไม่ถูกวิธี มีการกดหรือบีบสิวอย่างผิดวิธี

                การป้องกัน: เมื่อเกิดปัญหาหลุมสิว บนผิวหน้า ควรพบแพทย์ผิวหนังตั้งแต่แรกที่เกิดขึ้น เพื่อมิให้เกิดผลแทรกซ้อน หรือร่องรอยของโรคหลงเหลือภายหลัง ห้ามกดหรือบีบสิวเองโดยเด็ดขาด 

                 ชนิดของรอยหลุมสิว ( Contour irregularities acne scar)  แบ่งได้เป็น 
                1. Ice Pick Scar: เป็นรอยหลุมสิว จิกลึก ขอบแคบ ขนาดมักไม่เกิน 0.5 มม. แล้วอาจจะกว้างเล็กน้อยที่ฐานของหลุมสิว  มักเกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตันให้หลุดออก เป็นรอยหลุมสิว ที่รักษาให้เรียบได้ยากที่สุด กว่าแบบอื่นๆ

                2. Box car Scar: เป็นรอยหลุมสิว กว้าง ขนาดใหญ่ คล้ายล้อรถทับ ขนาดมักจะประมาณ 3-4 มม. ขอบและฐานหลุมสิว ขนาดใกล้เคียงกัน มักจะพบพังผืด (fibrosis) เกาะติดในชั้นหนังแท้ มักเกิดจากผลของอักเสบของสิวขนาดใหญ่ๆ หรือแผลเป็นอีสุกอีใส ทำให้เวลาดึงให้ตึงจะเรียบได้ยาก เป็นรอยหลุมที่รักษาได้ยากเช่นกัน

                3. Rolling Scar: มีลักษณะเป็นรอยหลุมสิว ฐานโค้งคล้ายกะทะ พื้นนุ่ม เวลาดึงให้ตึง แล้วทำให้ขอบแผลเรียบได้ มักเกิดจากผลของอักเสบของสิวขนาดใหญ่ๆ ที่ได้รับการรักษามาบ้าง แต่การยุบตัวของสิวไม่สัมพันธ์กับการสมานผิว เป็นรอยหลุมสิวที่ให้ผลการรักษาได้ดีกว่ารอยหลุมแบบอื่นๆ

                การรักษารอยหลุมสิว ในปัจจุบัน: มีหลายๆ วิธีที่ช่วยทำให้รอยหลุมจากสิวดีขึ้นได้ แต่ก็ยังไม่มีวิธีใดได้ผล 100% แต่ละวิธี จะช่วยทำให้หลุมสิว หลุมตื้นและดีขึ้นได้ มากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยหลุมสิว ด้วย แบ่งกลไกการรักษาดังนี้
                1. การทำให้เซลล์หลุดลอกออก ทำให้รอยหลุมสิว ตื้นขึ้น แบ่งเป็น 
                1.1. Chemical Peeling: โดยการแต้มด้วยกรดเข้มข้น
                1.2 การกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion ): โดยการกรอผิวหน้า ให้หลุดลอกออกด้วย
เกร็ดอัญมณีขนาดเล็กมาก
                1.3 การกรอผิวหน้าด้วยเลเซอร์( Laser Resurface): ที่นิยมทำ ก็คือ การกรอด้วยเครื่อง Co2 (UltraPulse) 
Laser หรือ Erbium:YaG Laser 2940 nm (Laser Peel) หรือทำทั้งสองอย่างร่วมกัน 
                2. การเติมให้รอยหลุมสิว ให้เต็มขึ้นใต้ผิวหนัง แบ่งได้เป็น 
                2.1 ยากลุ่มวิตามินเอ: โดยพบว่า Retinol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ สามารถนำมารักษารอยหลุมสิว ได้ระดับหนึ่ง โดยออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ทำให้รอยหลุมตื้นขึ้น
                2.2. การเติมรอยหลุมสิว ด้วย Filler agents: คือ การฉีดสารเติมให้เต็มเข้าไปที่รอยหลุมสิว โดยตรง ได้ผลเร็ว 
แต่มักจะใช้ในกรณีรอยหลุมแบบ Rolling Scar ที่ไม่มีพังผืดยึดเกาะที่ฐาน
                2.3 Non-ablative Laser ได้แก่ เลเซอร์ที่มีลักษณะเป็นคลื่นแสงความถี่จำเพาะ ซึ่งแตกต่างจากเลเซอร์
กลุ่มเดิมๆ โดยมีคุณสมบัติในการรักษาผิวหน้าส่วนลึก โดยไม่มีผลต่อผิวหน้าส่วนบน ทำให้เกิดผลข้างเคียง
จากเลเซอร์น้อยลงกว่าเลเซอร์ยุคก่อนๆ
                2.4 Skin Needling (Microneedle treatment,MNT): จัดเป็นเทคนิคใหม่ในการแก้ไขปัญหาผิวพรรณ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Derma Roller มีลักษณะเป็นลูกกลิ้งที่มีเข็มเล็กๆ จำนวนมาก 
3. ศัลยกรรมกับการรักษารอยหลุมสิว: แบ่งได้เป็น 
                 3.1 Punch excision: มักนำมารักษารอยหลุมสิว  แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มม. 
โดยการใช้เครื่องมือตัดรอย
หลุมสิว แล้วเย็บปิด หรือปิดด้วยเทป Sterile Strip หรือ Dermabond 
                 3.2 Punch elevation: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มม. โดยการยกรอยหลุม
ขึ้นในระดับเดียวกับขอบหลุม แล้ว เย็บปิด 
                 3.3 Punch grafting: มักนำมารักษารอยหลุมสิว   แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ที่มีขนาดความลึกไม่ค่อย
เท่ากัน โดยการนำผิวหนังจาก ที่อื่นมาเย็บปิดตรงรอย
หลุมสิว 
                3.4 Elliptical excision: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 4 มม. โดยการกรีดผ่าตัด
แบบกรีดตามวงรี แล้วทำการเย็บปิด

                การทำศัลยกรรมรอยหลุมสิว  ในข้อ 3.1-3.4 มักจะทำในกรณีที่มีจำนวนรอยหลุมบางชนิดเท่านั้น ( แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ) และมีจำนวนไม่มากนักในร่างกาย แต่ก็ต้องทำโดยแพทย์ที่ชำนาญอย่างมากเท่านั้น เพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง ได้ เช่น รอยเย็บของแผล สีผิวบริเวณรอยหลุมไม่เท่ากันกับสีผิวข้างเคียง (ในกรณีที่มีการที่กร้าฟที่นำมาปะรอยหลุมอาจจะไม่ติด เกิดการติดเชื้อ หรือแผลเป็นนูนภายหลังได้) 

                 3.5 Subcision: คือการใช้เข็มที่เรียกว่า Nokor needle(เข็มที่มีใบมีดอยู่ตรงปลายเข็ม ใช้สำหรับทำ Subcision 
โดยเฉพาะ) เบอร์ 18 แทงเซาะบริเวณใต้ฐานหลุม ทำให้มีการแยกชั้นของผิวหนัง พังผืดที่ยึดเกาะรอยหลุมก็จะ
หลุดออก เกิดเลือดมาสะสมที่ในรอยแยก พร้อมกับนำพา Fibroblast มาทำการซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ ให้มีการ
สร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ จึงทำให้รอย
หลุมสิว ตื้นขึ้นได้ เทคนีคนี้ไม่มีรอยกรีดที่ผิวหน้า จึงไม่ต้องเย็บแผล เหมือนวิธีอื่นๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก 
http://kanara.weloveshopping.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ที่ 
http://www.lovelytodays.com/


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS