ขับเคลื่อนโดย Blogger.
RSS

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลุมสิว

          



           สำหรับบทความนี้ขอเสนอเกี่ยวกับความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลุมสิวหน่อย   ความเข้าใจทั่วไปของการเกิดหลุมสิว คือ มักเกิดจากสิวเวลาเราแคะ แกะ บีบ หรือทำใดๆเกี่ยวกับสิวทำให้เกิดแผลและเป็นหลุมสิว แต่จริงๆแล้วหลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าหลุมสิวเกิดได้จากหลายกรณี จากกรณีที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนน้อย  ยังมีอีกที่เป็นสาเหตุหลักๆ คือ การปล่อยให้เป็นสิวอักเสบแล้วไม่มีการดูแลหรือทำให้หายในระยะเวลาที่ควร ยังปล่อยให้สิวอักเสบต่อไป จนบางทีสิวมันบวมมากจนบางทีแตะโดนนิดเดียวก็แตกออกมา เมื่อมันแตกออกมาสิวหายแน่นอนครับ แต่จริงๆแล้วมันหายและทิ้งหลุมสิวไว้อย่างชัดเจน เพราะการที่เราปล่อยให้สิวกัดกินพื้นที่ใต้ผิวหน้าเรามันทำให้เซลล์ผิวหนังบริเวณนั้นไม่ได้รับการซ่อมแซมด้วยตัวเองทำให้เกิดหลุมสิวลึกที่ค่อนข่้างหายได้ยากไว้   หลุมสิว ึงเกิดขึ้นบนใบหน้าเราได้นั้นเอง  นอกจากนี้หลุมสิวยังมีแบบที่เป็นกรรมพันธ์ซึ่งแบบนี้ต้องบอกตามตรงเลยว่าการทำให้ตื้นเป็นอะไรที่ยากมาก   ทำได้เพียงกระชับรูขุมขนให้เล็กที่สุดเพื่อช่วยให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นเท่านั้น
              ย้่อนกลับมาที่หลุมสิว  หลุมสิวนั้นสามารถทำให้หายได้ด้วยหลายวิธีเช่นเดียวกัน แต่ทุกๆวิธี เน้นว่าทุกวิธี ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนแน่นอนเพื่อการกลับมาหายเป็นปกติหรือเรียบเนียน  เพราะว่าเซลผิวหนังที่หลุมสิวบางจุดนั้นอาจไม่ทำงานแล้ว(ตาย) ทำให้เราต้องกระตุ้นหรือทำให้เกิดการผลัดเซลล์ที่ตายออกไปเพื่อให้เซลที่ยังทำงานอยู่ ทำงายซ้่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งตามหลักแล้วเซลล์จะคอยทำการเติมความกว้างของบริเวณหลุมสิวให้ตื้นเท่ากับบริเวณโดยรอบ ทำให้ใช้เวลานาน  ซึ่งวิธีที่กล่าวมามักนิยมด้วยการใช้ เลเซอร์ ทายาผลัดเซลล์ต่างๆ ซึ่งได้ผลที่ดี  แต่สำหรับบางคนที่เซลผิวหน้าไม่แข็งแรง ถือเป็นหนทางที่อันตรายต่อการเกิดหน้าไหม้และเซลล์ผิวนอกสุดพังทลายเลย  แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับน้อยคนนัก นอกจากนนี้วิธีที่น่าสนใจคือการกระตุ้นด้วยเซรั่มทำให้หลุมสิวซ่อมแซมตัวเอง แต่วิธีนี้ก็ใช้เวลานานพอสมควรแต่ก็เป็นที่นิมยมอีกเช่นเดียวกัน ถือเป็นหนทางให้เลือกได้เลยว่าเรานิมยมจะทำแบบไหน ถ้ามีกำลังทรัพย์แล้วหน้าแข็งแรง ไปยิงเลเซฮร์   แต่ถ้าทรัพย์น้อย หน้าไม่แข็งแรงใช้เซรั่มดีกว่านะ  ใช้เวลานานกว่าแต่ถือเป็นการดูแลตัวเองไปในตัว 
             สรุป หลุมสิวไมได้เกิดจากการที่เป็นสิวเพียงอย่างเดียว หลุมสิวสามารถทำให้ดีขึ้นได้ แต่จะให้หาย100% เป็นเรื่องที่ยากมาก  จะทำได้ต้องใช้เวลานานพอสมควร ใจร้อนไมได้ รักษาสิวยากแล้ว รักษาหลุมสิวยากกว่า  เพราะฉะนั้นต้องกันไว้ดีกว่าแก้

ขอบคุณข้อมูลจาก bloggang.com
และติดตามเรื่องราวของเราต่อได้ที่ 

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

สมุนไพรรักษาหลุมสิว

           


            อย่างที่เรารู้ ๆ กันว่า กลไกของการเกิดหลุมสิวนั้นมีด้วยกันหลายอย่าง เช่น อารมณ์ก็ทำให้เกิด
หลุมสิวได้ เครียดมากก็เป็นหลุมสิว อาหารบางอย่างก็ทำให้มีหลุมสิวได้เหมือนกัน เครื่องสำอางยิ่งหนักถ้าใช้แล้วแพ้ ล้างไม่สะอาด ไปอุดรูขุมขนทำให้เกิด หลุมสิว

              
การดูแลใบหน้าให้สวยเปล่งปลั่งนั้น ทางทีดีเราควรจะเริ่มตั้งแต่การป้องกัน ไม่ใช่เกิดปัญหาแล้วค่อยมารักษา ซึ่งปัจจุบันทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ หันมามอบความไว้วางใจให้กับสมุนไพรกันมากขึ้น ด้วยหวังว่ามันจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบหรือผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย 

              สมุนไพรอย่างหนึ่งที่พูดถึงกันมากในสรรพคุณของการรักษาสิวก็คือ"ว่านหางจระเข้" ซึ่งเป็นสมุนไพรจำพวกที่ใช้ใบ ภายในจะมีวุ้นใส ๆ และยางเหลือง ๆ ยางสีเหลืองตัวนี้ต้องระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ถ้าเผลอเอาไปทาจะแสบร้อน บางคนก็จะแพ้เป็นผิวผื่นคัน ซึ่งถ้าหากอยากทราบว่าเราจะแพ้หรือเปล่า ก็ให้นำว่านหางจระเข้ที่ตัดมาใหม่ ๆ ทางบริเวณท้องแขน ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ถ้ามีอาการคัน แปลว่าผิวเราแพ้

             
ส่วนใหญ่เราจะเห็นเขานิยมนำว่านหางจระเข้มาทาหน้า แต่ว่านชนิดนี้จะไม่เหมาะกับคนผิวหน้าแห้ง ถ้านำมาใช้เดี่ยว ๆ จะทำให้ผิวหน้าแห้งลงไปอีก ถ้าจะนำมาใช้ให้ผสมกับน้ำมันมะกอกหรือไข่แดง คนแรง ๆ ให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวนำมาพอกหน้าทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกผิวหน้าจะใส ชุ่มชื่น แต่สำหรับคนที่ผิวมันให้นำว่านที่ตัดใหม่ ๆ ไปแช่น้ำให้ยางสีเหลืองไหลออกหมดก่อนแล้วให้ลอกเอาเฉพาะวุ้นที่อยู่ข้างในมาทาหรือพอกหน้าไว้สักพัก หน้าจะตึง รูขุมขนจะถูกบีบให้เล็กลง ทำให้ความมันบนใบหน้าลดลงได้

             
ส่วนใครที่เป็นสิวอักเสบ
ก็ไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้เช่นกัน  เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ ใครที่มีความกังวลเรื่องฝ้า การใช้ว่านหางจระเข้แม้จะไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการป้องกันที่ดี เราสามารถนำมาทาเพื่อป้องกันรังสี UV ได้ ซึ่งเมื่อใช้เป็นประจำก็จะทำให้ปัญหาเรื่องฝ้าลดน้อยลง

               
นอกจากว่านหางจระเข้แล้ว ยังมีสมุนไพรอื่น ๆ อีกที่เราสามารถนำมาใช้บำรุงผิวหน้า ลด
หลุมสิวได้ อย่างเช่น หอมแดง เมื่อเรานำมาฝานเป็นแว่น ๆ บาง ๆ นำไปทาบริเวณที่เป็นสิว รอยด่างดำ ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก ใช้เป็นประจำรอยสิวจะหายไป

                
กล้วยหอม ก็มีประโยชน์ต่อผิวพรรณเช่นกัน ถ้าเรานำกล้วยหอม 1 ผล ไปปั่นกับน้ำผึ้ง 1 ถ้วย นำมาพอกหน้าไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกจำทำให้หน้าตาผิวพรรณสดใสส่วนมะนาว นำมาใช้ประโยชน์ในการดูแลใบหน้าได้มากทีเดียว  เราใช้มะนาวล้างหน้าแทนสบู่หรือโฟมได้ หรืออาจจะใช้ไข่ขาว 1 ช้อนชา ดินสอพอง 2 เม็ดใหญ่ มะนาว 1 ลูก น้ำผึ้ง 1 ช้อน น้ำมันมะกอกช้อนชา ผสมให้เข้ากันจะได้ครีมข้นนำมาพอกหน้า พอกตัวประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออก ทำวันเว้นวัน ไม่นาน ผิวพรรณจะใสนุ่มเนียน

ขอบคุณข้อมูลจาก http://health.wq45.com
และติดตามเรื่องของราวดีดีของเราต่อกันได้ที่ http://www.lovelytodays.com/

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

แผลเป็นจากหลุมสิว

                  ปัญหาแผลเป็น รอยหลุมสิว มักเกิดจากสาเหตุการมีปัญหาสิวอักเสบมาก่อน เมื่อแตกหรือยุบตัว ก็เกิดรอยหลุมสิว ขึ้น ซึ่งมักจะเกิดจากสิวอักเสบขนาดใหญ่แตกและยุบตัวอย่างรวดเร็ว(แม้จะไม่ได้กดหรือบีบเอง) หรือสิวอุดตันหรือสิวอักเสบขนาดเล็ก ที่รักษาไม่ถูกวิธี มีการกดหรือบีบสิวอย่างผิดวิธี

                การป้องกัน: เมื่อเกิดปัญหาหลุมสิว บนผิวหน้า ควรพบแพทย์ผิวหนังตั้งแต่แรกที่เกิดขึ้น เพื่อมิให้เกิดผลแทรกซ้อน หรือร่องรอยของโรคหลงเหลือภายหลัง ห้ามกดหรือบีบสิวเองโดยเด็ดขาด 

                 ชนิดของรอยหลุมสิว ( Contour irregularities acne scar)  แบ่งได้เป็น 
                1. Ice Pick Scar: เป็นรอยหลุมสิว จิกลึก ขอบแคบ ขนาดมักไม่เกิน 0.5 มม. แล้วอาจจะกว้างเล็กน้อยที่ฐานของหลุมสิว  มักเกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตันให้หลุดออก เป็นรอยหลุมสิว ที่รักษาให้เรียบได้ยากที่สุด กว่าแบบอื่นๆ

                2. Box car Scar: เป็นรอยหลุมสิว กว้าง ขนาดใหญ่ คล้ายล้อรถทับ ขนาดมักจะประมาณ 3-4 มม. ขอบและฐานหลุมสิว ขนาดใกล้เคียงกัน มักจะพบพังผืด (fibrosis) เกาะติดในชั้นหนังแท้ มักเกิดจากผลของอักเสบของสิวขนาดใหญ่ๆ หรือแผลเป็นอีสุกอีใส ทำให้เวลาดึงให้ตึงจะเรียบได้ยาก เป็นรอยหลุมที่รักษาได้ยากเช่นกัน

                3. Rolling Scar: มีลักษณะเป็นรอยหลุมสิว ฐานโค้งคล้ายกะทะ พื้นนุ่ม เวลาดึงให้ตึง แล้วทำให้ขอบแผลเรียบได้ มักเกิดจากผลของอักเสบของสิวขนาดใหญ่ๆ ที่ได้รับการรักษามาบ้าง แต่การยุบตัวของสิวไม่สัมพันธ์กับการสมานผิว เป็นรอยหลุมสิวที่ให้ผลการรักษาได้ดีกว่ารอยหลุมแบบอื่นๆ

                การรักษารอยหลุมสิว ในปัจจุบัน: มีหลายๆ วิธีที่ช่วยทำให้รอยหลุมจากสิวดีขึ้นได้ แต่ก็ยังไม่มีวิธีใดได้ผล 100% แต่ละวิธี จะช่วยทำให้หลุมสิว หลุมตื้นและดีขึ้นได้ มากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยหลุมสิว ด้วย แบ่งกลไกการรักษาดังนี้
                1. การทำให้เซลล์หลุดลอกออก ทำให้รอยหลุมสิว ตื้นขึ้น แบ่งเป็น 
                1.1. Chemical Peeling: โดยการแต้มด้วยกรดเข้มข้น
                1.2 การกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion ): โดยการกรอผิวหน้า ให้หลุดลอกออกด้วย
เกร็ดอัญมณีขนาดเล็กมาก
                1.3 การกรอผิวหน้าด้วยเลเซอร์( Laser Resurface): ที่นิยมทำ ก็คือ การกรอด้วยเครื่อง Co2 (UltraPulse) 
Laser หรือ Erbium:YaG Laser 2940 nm (Laser Peel) หรือทำทั้งสองอย่างร่วมกัน 
                2. การเติมให้รอยหลุมสิว ให้เต็มขึ้นใต้ผิวหนัง แบ่งได้เป็น 
                2.1 ยากลุ่มวิตามินเอ: โดยพบว่า Retinol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ สามารถนำมารักษารอยหลุมสิว ได้ระดับหนึ่ง โดยออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ทำให้รอยหลุมตื้นขึ้น
                2.2. การเติมรอยหลุมสิว ด้วย Filler agents: คือ การฉีดสารเติมให้เต็มเข้าไปที่รอยหลุมสิว โดยตรง ได้ผลเร็ว 
แต่มักจะใช้ในกรณีรอยหลุมแบบ Rolling Scar ที่ไม่มีพังผืดยึดเกาะที่ฐาน
                2.3 Non-ablative Laser ได้แก่ เลเซอร์ที่มีลักษณะเป็นคลื่นแสงความถี่จำเพาะ ซึ่งแตกต่างจากเลเซอร์
กลุ่มเดิมๆ โดยมีคุณสมบัติในการรักษาผิวหน้าส่วนลึก โดยไม่มีผลต่อผิวหน้าส่วนบน ทำให้เกิดผลข้างเคียง
จากเลเซอร์น้อยลงกว่าเลเซอร์ยุคก่อนๆ
                2.4 Skin Needling (Microneedle treatment,MNT): จัดเป็นเทคนิคใหม่ในการแก้ไขปัญหาผิวพรรณ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Derma Roller มีลักษณะเป็นลูกกลิ้งที่มีเข็มเล็กๆ จำนวนมาก 
3. ศัลยกรรมกับการรักษารอยหลุมสิว: แบ่งได้เป็น 
                 3.1 Punch excision: มักนำมารักษารอยหลุมสิว  แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มม. 
โดยการใช้เครื่องมือตัดรอย
หลุมสิว แล้วเย็บปิด หรือปิดด้วยเทป Sterile Strip หรือ Dermabond 
                 3.2 Punch elevation: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มม. โดยการยกรอยหลุม
ขึ้นในระดับเดียวกับขอบหลุม แล้ว เย็บปิด 
                 3.3 Punch grafting: มักนำมารักษารอยหลุมสิว   แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ที่มีขนาดความลึกไม่ค่อย
เท่ากัน โดยการนำผิวหนังจาก ที่อื่นมาเย็บปิดตรงรอย
หลุมสิว 
                3.4 Elliptical excision: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 4 มม. โดยการกรีดผ่าตัด
แบบกรีดตามวงรี แล้วทำการเย็บปิด

                การทำศัลยกรรมรอยหลุมสิว  ในข้อ 3.1-3.4 มักจะทำในกรณีที่มีจำนวนรอยหลุมบางชนิดเท่านั้น ( แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ) และมีจำนวนไม่มากนักในร่างกาย แต่ก็ต้องทำโดยแพทย์ที่ชำนาญอย่างมากเท่านั้น เพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง ได้ เช่น รอยเย็บของแผล สีผิวบริเวณรอยหลุมไม่เท่ากันกับสีผิวข้างเคียง (ในกรณีที่มีการที่กร้าฟที่นำมาปะรอยหลุมอาจจะไม่ติด เกิดการติดเชื้อ หรือแผลเป็นนูนภายหลังได้) 

                 3.5 Subcision: คือการใช้เข็มที่เรียกว่า Nokor needle(เข็มที่มีใบมีดอยู่ตรงปลายเข็ม ใช้สำหรับทำ Subcision 
โดยเฉพาะ) เบอร์ 18 แทงเซาะบริเวณใต้ฐานหลุม ทำให้มีการแยกชั้นของผิวหนัง พังผืดที่ยึดเกาะรอยหลุมก็จะ
หลุดออก เกิดเลือดมาสะสมที่ในรอยแยก พร้อมกับนำพา Fibroblast มาทำการซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ ให้มีการ
สร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ จึงทำให้รอย
หลุมสิว ตื้นขึ้นได้ เทคนีคนี้ไม่มีรอยกรีดที่ผิวหน้า จึงไม่ต้องเย็บแผล เหมือนวิธีอื่นๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก 
http://kanara.weloveshopping.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ที่ 
http://www.lovelytodays.com/


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

."หลุมสิว" ปัญหาใหญ่กวนใจผิวหน้า

               


             สิว หลุมสิว รอยสิวต่าง ๆ ปัญหากวนใจมาก สำหรับคนเป็น
 นับครั้งไม่ถ้วนแล้วกับปัญหาเรื่องรอยสิว หลุมสิว  ที่พยายามรักษากันไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ... และครั้งนี้เองก็ถึงทีของหลุมน้อยหลุมใหญ่ที่ฝากเนื้อฝากตัวไว้หลังสิวหาย วันนี้เรามาดูกันดีกว่า  ว่าหลุมสิว นี้เกิดจากอะไร  แก้อย่างไร และเรามีวิธีป้องกันอย่างไร 

            โดยทั่วไปแล้ว 
หลุมสิว เกิดจากการอักเสบของชั้นผิว  เมื่อสิวหายแล้วจึงเกิดการยุบตัวลงไปจนเป็นหลุมสิว  ที่มักจะเกิดหลุมและทิ้งร่องรอยไว้ คือ สิวอักเสบเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบางครั้งอาจมาจากพฤติกรรมการบีบสิวของเรานั่นเอง

จะมีวิธีแก้อย่างไรให้ร่องรอย  และหลุมสิว  หายเป็นปลิดทิ้ง
                ทำการรักษา
หลุมสิว ด้วยตนเองเบื้องต้น เช่น การทายาที่สามารถกระตุ้นเซลล์ผิวให้มีการซ่อมแซมแผล ริ้วรอย เช่น วิตามินอี , เอเอชเอ , บีเอชเอ และการกินยาที่ประกอบไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ คอลลาเจน เป็นต้น ซึ่งเป็นไปได้อาจช่วยบรรเทาให้ดีขึ้นได้ในส่วนหนึ่งเท่านั้น
              ทำการรักษาหลุมสิว ด้วยเครื่องมือแพทย์แบบต่าง ๆ เพื่อช่วยบรรเทาหรือช่วยเร่งให้มีการผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทน อาทิ กลิ้งเดอร์มาโรลเลอร์ การใช้เลเซอร์ลำแสงแบบต่าง ๆ เช่น IPL , PHONO , การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณีหรือการทำ Fraxel Laser ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งที่เห็นผลดี แต่ยังมีราคาค่อนข้างสูง
                ทางแก้ปัญหาหลุมสิว ที่ดีที่สุด คือ การใช้วิธีแบบทำควบคู่กันไป ทั้งการกินยา ทายาและเข้ารับการรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ เพื่อผลลัพธ์ที่ถูกต้องปลอดภัยภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว  วิธีที่ดีที่สุด ก็คือการกันไว้ดีกว่าแก้

             ไม่พยายามบีบ แคะ สิวที่กำลังอักเสบอยู่ เป็นไปได้ควรใช้ยาหรือไปพบคุณหมอเพื่อปรึกษาและทำการรักษาตามขั้นตอน
             ทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งก่อนนอน หากเป็นสิวบ่อย ๆ ควรทายาฆ่าเชื้อสิวทิ้งไว้ก่อนล้างหน้า 10 นาที แล้วจึงล้างออกเพื่อลดการเกิดสิว
             ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่บำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ เช่น ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินเอ อี ซี หรือคอลลาเจน
             ยังไงก็ตาม หนุ่ม ๆ  สาว ๆ ไม่ควรเครียดและกังวลกับ
หลุมสิว และร่องรอยแผลเป็นมากจนเกินไป ค่อย ๆ รักษาและหมั่นดูแลผิวบริเวณที่มีปัญหาไปตามระยะเวลาที่คุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญได้กำหนดไว้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว หากเครียดเกินไป อันนี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว หลุมสิว  เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก  
women.kapook.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ที่ http://www.lovelytodays.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

วิธีการรักษาหลุมสิวที่ถูก

หลุมสิว....

          หลายคนที่มีหลุมสิวมาตั้งแต่เด็ก หรือมีสิวมากแล้วรักษาไม่ถูกวิธี อาจจะเป็นได้เป็นทั้งการพลาดที่ตัวเราเองเช่นการบีบ แกะ เจาะสิว หรือพลาดที่คลินิกรักษาสิว เช่นการฉีดสิวโดยใช้สเตรียรอยด์และยาแก้อักเสบที่มากเกินไป ส่งผลให้สิวยุบจริง แต่ผิวหนังก็จะยุบลงไป ส่งผลให้เกิหลุมสิวในที่สุด 

           หลุมสิวเกิดจากอะไร สิ่งที่ควรรู้คือ สิวที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะมีโอกาสทำให้เกิดหลุมสิวได้มากคือ สิวอักเสบ หรือสิวหัวช้างเม็ดโตๆนั่นแหละค่ะ สิวชนิดนี้เมื่อเกิดไปนานๆและขาดการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้ผิวหนังด้านใต้เกิด "โพรงหนอง" ซึ่งจะไปกัดเซาะผิวหนังบริเวณนั้นให้เกิดเป็นโพรง เมื่อรักษาผิดวิธีด้วยการบีบ หรือฉีดมากเกินขนาด(แม้กระทั่งปล่อยให้หายเอง)ผลสุดท้ายคือเกิดการยุบตัวของผิว เกิดการลดลงของคอลลาเจน และเกิดผังผืดขึ้นใต้รอยแผลเป็นนั้นๆ ทำให้เกิดหลุมสิวในที่สุด

           นึกภาพง่ายๆนะคะ เกิดโพรงใต้ผิว สิวยุบ ผิวเลยยุบตามลงไปด้วย คอลลาเจนสร้างได้น้อย จึงทำให้ผิวได้ไม่เรียบเท่าเดิม นานไปผิวหนังเกิดการสร้างผังผืดมาเกาะ ทำให้ผิวตรงนั้นเกิดหลุม ที่เรียกว่า
หลุมสิวที่ำเยอะกว่าผิวโดยรอบ วิธีการรักษาตามทฤษฏีง่ายๆคือ เมื่อผิวยุบตัวแล้วเกิดการสร้างผังผืดปิดบริเวณด้านบน ก็แค่เซาะผังผืดออก แล้วใช้เครื่องที่สามารถเร่งการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวกลับมาฟูเช่นเดิม ... ฟังดูง่ายแต่จริงๆไม่ง่ายเลยนะค 

การรักษาหลุมสิวที่ถูกวิธี มีข้อที่พึงรู้คือ

1. ไม่มี "ครีม" หรือ "เซรั่ม" หรือสิ่งๆใดๆก็ตามที่ทาบนผิวหน้าแล้วสามารถ "รักษา" หลุมสิวหรือทำให้ผิวที่เป็นหลุมกลับมาฟูเท่ากับผิวโดยรอบได้ เพราะหลุมสิวเกิดจากผังผืด ปัจจุบันยังไม่มีตัวยาใดที่สามารถตัดผังผืดออกได้โดยไม่ใช้เครื่องมือนะคะ ยาทาที่พอจะมีส่วนช่วยได้บ้าง แต่น้อย คือยาทาประเภทวิตามินซี หรือยาทากลุ่มที่เร่งการสร้างคอลลาเจน แต่ยาพวกนี้จะ
ได้ผลเมื่อเกิดการตัดผังผืดออกแล้วและใช้ยาช่วย ไม่ใช่ทาอย่างเดียวค่ะ

2. ยากินหรือวิตามินที่ช่วยรักษา 
หลุมสิว อาจพอที่จะ "มีผล" ได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถคาดหวังผลในการรักษาได้นะคะ วิตามินที่แนะนำให้กินเมื่อใช้การตัดผังผืดร่วมด้วยคือ วิตามินซี B5 และซิงค์ค่ะ 

3. มาถึงการรักษา
หลุมสิวโดยใช้วิทยาการสมัยใหม่ ซึ่งปัจจุบันก็มีเครื่องมือหลายชนิดที่สามารถหวังผลในเรื่องหลุมสิวได้ ขอยกตัวอย่างเครื่องมือบางตัวที่ได้ผลจริง คาดหวังได้จริง และมองเห็นผลได้โดยไม่ต้องใช้จินตนาการนะคะ ^^

- Fractional CO2 Laser เป็นเลเซอร์ที่ได้ผลดี แต่รุนแรงมาก ผลของเลเซอร์ชนิดนี้จะตัดผังผืดแบบแนวดิ่งได้ดี แต่ก็ทำลายผิวชั้นบนไปมากเช่นกันจึงเห็นผลในการรักษาหลุมสิว คนที่คิดจะทำเลเซอร์ชนิดนี้ต้องทำใจว่าหน้าจะดำ พังเหมือนโดนของไป 1-2 เดือน ก่อนที่ผิวจะสร้างตัวใหม่ตามธรรมชาติ ต้องมีเวลาพักฟื้นที่ยาวนาน แต่ได้ผลดีเกือบ 80%

- Fraxel Laser และ Fine Scan Laser ที่ต้องนำมารวมกันเพราะหลักการทำงานคล้ายๆกัน เพียงแต่ Fine Scan Laser เป็นเลเซอร์ตัวเลียนแบบของ Fraxel Laser ที่เค้าเคลมว่ามีประสิทธิภาพเหมือนกัน (แต่โดยส่วนตัวยังไงก็คิดว่า Fraxel Laser ได้ผลดีกว่าค่ะ) หลักการทำงานคือการตัดผังผืดด้วยการการปล่อยคลื่นแสงในช่วง mid infrared ลงไปใต้ผิวเป็นจุดเล็กมากๆนับพันจุดต่อตารางเซนติเมตร สามารถปรับระดับความลึกตื้นเพื่อหวังผลในการรักษาริ้วรอยได้ด้วย สามารถคาดหวังผลหลุมสิวได้ 70-75 % (10 ครั้งขึ้นไป) ราคา Fraxel Laser ยังแพงอยู่ ส่วน Fine Scan จะถูกลงเพราะผลิตโดยคนไทย

- E-matrix ใช้คลื่นเสียงในการรักษาแทนคลื่นแสง ทำให้มีประโยชน์ในด้านการยกกระชับใบหน้าด้วย ส่วนตัวคิดว่าในปัจจุบัน E-matrix เป็นตัวที่หวังผลในการรักษาหลุมสิวได้มากที่สุด (Fractional CO2 Laser อาจจะได้ผลเทียบเท่าหรือดีกว่า แต่เสี่ยงกว่าและมี Effect หลังทำที่เยอะกว่ามาก) อาการข้างเคียงน้อย แต่ราคาแพง (มาก) สามารถคาดหวังผลหลุมสิวได้ 80-90 % (3-5 ครั้ง)

- Subcision อาจจะเรียกได้ไม่เต็มปากว่าได้ผล แต่การ Subcision จัดว่าเป็นตัวเสริมพลังของการรักษาด้วยเลเซอร์ประเภทต่างๆได้ดีมาก เพราะ Subcision คือการใช้มีดเลาะผังผืดด้วยมือแพทย์ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าเลาะได้ชัวร์ เลาะตรงจุด แต่ Subcision จะไม่มีอานุภาพในการกระตุ้นคอลาเจนใดๆนอกจากให้ร่างกายจัดการเอง การนำ Subcision มาใช้คู่กับเลเซอร์ชนิดต่างๆจึงทำให้ผลของการรักษาได้ผลดีขึ้น

การรักษาหลุมสิวต้องเข้าใจก่อนว่าต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสภาพผิว หลังทำทันทีหรือ 1 อาทิตย์ต่อจากนั้น ผลอาจจะยังไม่ชัดเจน ต้องให้ร่างกายได้สร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูสภาพผิวโดยธรรมชาติก่อนช่วงนี้อาจใช้ครีม หรือกินวิตามินอย่างที่บอกข้างต้น เพื่อเป็นตัวเสริมให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้ดีขึ้นค่ะ

หลุมสิวรักษายาก แต่รักษาได้ ถ้าเข้าใจมัน....และมีเงินค่ะ ^^

ติดตามเรื่องราวดีดีของเราได้ที่ิ http://www.lovelytodays.com/
ขอบคุณบทความดีดีจาก fanpage บันทึกของตุีด


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS