ปัญหาแผลเป็น รอยหลุมสิว
มักเกิดจากสาเหตุการมีปัญหาสิวอักเสบมาก่อน เมื่อแตกหรือยุบตัว ก็เกิดรอยหลุมสิว ขึ้น
ซึ่งมักจะเกิดจากสิวอักเสบขนาดใหญ่แตกและยุบตัวอย่างรวดเร็ว(แม้จะไม่ได้กดหรือบีบเอง)
หรือสิวอุดตันหรือสิวอักเสบขนาดเล็ก ที่รักษาไม่ถูกวิธี มีการกดหรือบีบสิวอย่างผิดวิธี
การป้องกัน: เมื่อเกิดปัญหาหลุมสิว บนผิวหน้า
ควรพบแพทย์ผิวหนังตั้งแต่แรกที่เกิดขึ้น เพื่อมิให้เกิดผลแทรกซ้อน
หรือร่องรอยของโรคหลงเหลือภายหลัง ห้ามกดหรือบีบสิวเองโดยเด็ดขาด
ชนิดของรอยหลุมสิว ( Contour irregularities acne
scar) แบ่งได้เป็น
1. Ice Pick Scar: เป็นรอยหลุมสิว จิกลึก ขอบแคบ ขนาดมักไม่เกิน 0.5 มม. แล้วอาจจะกว้างเล็กน้อยที่ฐานของหลุมสิว มักเกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตันให้หลุดออก เป็นรอยหลุมสิว ที่รักษาให้เรียบได้ยากที่สุด กว่าแบบอื่นๆ
1. Ice Pick Scar: เป็นรอยหลุมสิว จิกลึก ขอบแคบ ขนาดมักไม่เกิน 0.5 มม. แล้วอาจจะกว้างเล็กน้อยที่ฐานของหลุมสิว มักเกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตันให้หลุดออก เป็นรอยหลุมสิว ที่รักษาให้เรียบได้ยากที่สุด กว่าแบบอื่นๆ
2. Box car Scar: เป็นรอยหลุมสิว กว้าง ขนาดใหญ่ คล้ายล้อรถทับ ขนาดมักจะประมาณ 3-4 มม. ขอบและฐานหลุมสิว ขนาดใกล้เคียงกัน มักจะพบพังผืด (fibrosis) เกาะติดในชั้นหนังแท้ มักเกิดจากผลของอักเสบของสิวขนาดใหญ่ๆ หรือแผลเป็นอีสุกอีใส ทำให้เวลาดึงให้ตึงจะเรียบได้ยาก เป็นรอยหลุมที่รักษาได้ยากเช่นกัน
3. Rolling Scar: มีลักษณะเป็นรอยหลุมสิว ฐานโค้งคล้ายกะทะ พื้นนุ่ม เวลาดึงให้ตึง แล้วทำให้ขอบแผลเรียบได้ มักเกิดจากผลของอักเสบของสิวขนาดใหญ่ๆ ที่ได้รับการรักษามาบ้าง แต่การยุบตัวของสิวไม่สัมพันธ์กับการสมานผิว เป็นรอยหลุมสิวที่ให้ผลการรักษาได้ดีกว่ารอยหลุมแบบอื่นๆ
การรักษารอยหลุมสิว ในปัจจุบัน: มีหลายๆ วิธีที่ช่วยทำให้รอยหลุมจากสิวดีขึ้นได้
แต่ก็ยังไม่มีวิธีใดได้ผล 100% แต่ละวิธี
จะช่วยทำให้หลุมสิว หลุมตื้นและดีขึ้นได้
มากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยหลุมสิว ด้วย แบ่งกลไกการรักษาดังนี้
1. การทำให้เซลล์หลุดลอกออก ทำให้รอยหลุมสิว ตื้นขึ้น
แบ่งเป็น
1.1. Chemical Peeling: โดยการแต้มด้วยกรดเข้มข้น
1.1. Chemical Peeling: โดยการแต้มด้วยกรดเข้มข้น
1.2 การกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี
(Microdermabrasion ): โดยการกรอผิวหน้า
ให้หลุดลอกออกด้วย
เกร็ดอัญมณีขนาดเล็กมาก
เกร็ดอัญมณีขนาดเล็กมาก
1.3 การกรอผิวหน้าด้วยเลเซอร์(
Laser Resurface): ที่นิยมทำ
ก็คือ การกรอด้วยเครื่อง Co2 (UltraPulse)
Laser หรือ Erbium:YaG Laser 2940 nm (Laser Peel) หรือทำทั้งสองอย่างร่วมกัน
Laser หรือ Erbium:YaG Laser 2940 nm (Laser Peel) หรือทำทั้งสองอย่างร่วมกัน
2. การเติมให้รอยหลุมสิว ให้เต็มขึ้นใต้ผิวหนัง แบ่งได้เป็น
2.1 ยากลุ่มวิตามินเอ: โดยพบว่า Retinol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ สามารถนำมารักษารอยหลุมสิว ได้ระดับหนึ่ง โดยออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ทำให้รอยหลุมตื้นขึ้น
2.2. การเติมรอยหลุมสิว ด้วย Filler agents: คือ การฉีดสารเติมให้เต็มเข้าไปที่รอยหลุมสิว โดยตรง ได้ผลเร็ว
แต่มักจะใช้ในกรณีรอยหลุมแบบ Rolling Scar ที่ไม่มีพังผืดยึดเกาะที่ฐาน
2.3 Non-ablative Laser ได้แก่ เลเซอร์ที่มีลักษณะเป็นคลื่นแสงความถี่จำเพาะ ซึ่งแตกต่างจากเลเซอร์
กลุ่มเดิมๆ โดยมีคุณสมบัติในการรักษาผิวหน้าส่วนลึก โดยไม่มีผลต่อผิวหน้าส่วนบน ทำให้เกิดผลข้างเคียง
จากเลเซอร์น้อยลงกว่าเลเซอร์ยุคก่อนๆ
2.1 ยากลุ่มวิตามินเอ: โดยพบว่า Retinol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ สามารถนำมารักษารอยหลุมสิว ได้ระดับหนึ่ง โดยออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ทำให้รอยหลุมตื้นขึ้น
2.2. การเติมรอยหลุมสิว ด้วย Filler agents: คือ การฉีดสารเติมให้เต็มเข้าไปที่รอยหลุมสิว โดยตรง ได้ผลเร็ว
แต่มักจะใช้ในกรณีรอยหลุมแบบ Rolling Scar ที่ไม่มีพังผืดยึดเกาะที่ฐาน
2.3 Non-ablative Laser ได้แก่ เลเซอร์ที่มีลักษณะเป็นคลื่นแสงความถี่จำเพาะ ซึ่งแตกต่างจากเลเซอร์
กลุ่มเดิมๆ โดยมีคุณสมบัติในการรักษาผิวหน้าส่วนลึก โดยไม่มีผลต่อผิวหน้าส่วนบน ทำให้เกิดผลข้างเคียง
จากเลเซอร์น้อยลงกว่าเลเซอร์ยุคก่อนๆ
2.4 Skin
Needling (Microneedle treatment,MNT): จัดเป็นเทคนิคใหม่ในการแก้ไขปัญหาผิวพรรณ
โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Derma Roller มีลักษณะเป็นลูกกลิ้งที่มีเข็มเล็กๆ
จำนวนมาก
3. ศัลยกรรมกับการรักษารอยหลุมสิว: แบ่งได้เป็น
3.1 Punch excision: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มม.
โดยการใช้เครื่องมือตัดรอยหลุมสิว แล้วเย็บปิด หรือปิดด้วยเทป Sterile Strip หรือ Dermabond
3.2 Punch elevation: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มม. โดยการยกรอยหลุม
ขึ้นในระดับเดียวกับขอบหลุม แล้ว เย็บปิด
3.3 Punch grafting: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ที่มีขนาดความลึกไม่ค่อย
เท่ากัน โดยการนำผิวหนังจาก ที่อื่นมาเย็บปิดตรงรอยหลุมสิว
3.4 Elliptical excision: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 4 มม. โดยการกรีดผ่าตัด
แบบกรีดตามวงรี แล้วทำการเย็บปิด
3.1 Punch excision: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มม.
โดยการใช้เครื่องมือตัดรอยหลุมสิว แล้วเย็บปิด หรือปิดด้วยเทป Sterile Strip หรือ Dermabond
3.2 Punch elevation: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มม. โดยการยกรอยหลุม
ขึ้นในระดับเดียวกับขอบหลุม แล้ว เย็บปิด
3.3 Punch grafting: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ที่มีขนาดความลึกไม่ค่อย
เท่ากัน โดยการนำผิวหนังจาก ที่อื่นมาเย็บปิดตรงรอยหลุมสิว
3.4 Elliptical excision: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 4 มม. โดยการกรีดผ่าตัด
แบบกรีดตามวงรี แล้วทำการเย็บปิด
การทำศัลยกรรมรอยหลุมสิว ในข้อ 3.1-3.4 มักจะทำในกรณีที่มีจำนวนรอยหลุมบางชนิดเท่านั้น ( แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ) และมีจำนวนไม่มากนักในร่างกาย แต่ก็ต้องทำโดยแพทย์ที่ชำนาญอย่างมากเท่านั้น เพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง ได้ เช่น รอยเย็บของแผล สีผิวบริเวณรอยหลุมไม่เท่ากันกับสีผิวข้างเคียง (ในกรณีที่มีการที่กร้าฟที่นำมาปะรอยหลุมอาจจะไม่ติด เกิดการติดเชื้อ หรือแผลเป็นนูนภายหลังได้)
3.5 Subcision: คือการใช้เข็มที่เรียกว่า Nokor needle(เข็มที่มีใบมีดอยู่ตรงปลายเข็ม ใช้สำหรับทำ Subcision
โดยเฉพาะ) เบอร์ 18 แทงเซาะบริเวณใต้ฐานหลุม ทำให้มีการแยกชั้นของผิวหนัง พังผืดที่ยึดเกาะรอยหลุมก็จะ
หลุดออก เกิดเลือดมาสะสมที่ในรอยแยก พร้อมกับนำพา Fibroblast มาทำการซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ ให้มีการ
สร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ จึงทำให้รอยหลุมสิว ตื้นขึ้นได้ เทคนีคนี้ไม่มีรอยกรีดที่ผิวหน้า จึงไม่ต้องเย็บแผล เหมือนวิธีอื่นๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก http://kanara.weloveshopping.com
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ที่






0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น